ไม่กลัว! ‘วัฒนา’ เข้ารายงานตัวศาล ยันจะวิจารณ์ รบ.-คสช. ต่อ

วัฒนา1

ไม่กลัว-ไม่หยุด!! “วัฒนา” เข้ารายงานตัวที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ยันจะพูดแสดงความคิดเห็น วิจารณ์รัฐบาลต่อไป เพราะเป็นสิทธิของทุกคนในโลก พร้อมรับหนักใจคดี พ.ร.บ.คอมฯ ที่ถูก คสช.เล่นงาน เชื่อ การร่าง รธน. มองว่า รบ.ทหารยังยึดติดในอำนาจ…

วันที่ 15 มี.ค.59 เมื่อเวลา 08.00 น. นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ และอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ผู้ต้องหา คดี พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 กรณีเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 59 ได้โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กห. ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ได้เข้ารายงานตัวกับศาลครั้งแรก หลังครบกำหนดฝากขังผัดแรก โดยพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง ยื่นคำร้องฝากขังผัด 2 ไปเมื่อวันที่ 14 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยศาลนัด นายวัฒนา มารายงานตัวอีกครั้งวันที่ 26 มี.ค.นี้

นายวัฒนา เผยว่า สำหรับข้อกำหนดระหว่างประกันตัวคดี ที่ห้ามเดินทางออกนอกประเทศเมื่อปีที่แล้ว ตนเคยยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง แต่ศาลปกครองยกฟ้อง ทำให้คิดว่าคงไม่ยื่นคำร้องต่อศาลอีก เพราะตนเชื่อว่าสิทธิในการเดินทางเป็นสิทธิของตน ไม่มีความชอบธรรม ที่ใครจะมาห้าม ไม่คิดว่าจะไปขอใครในสิทธิที่มันเป็นของตน ส่วนเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลยืนยันว่าจะทำต่อไป เพราะเป็นสิทธิของตนเช่นกัน การพูด การแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิของทุกคนในโลก เพราะหากใครพูดอะไรที่เกินเลย ก็มีกรอบของกฎหมายดำเนินคดีอยู่แล้ว จะห้ามพูดไม่ได้ ยิ่งจะมีการทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ ยิ่งต้องให้ประชาชนพูด

วัฒนา2วัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย อดีตรมว.พาณิชย์

นายวัฒนา ยังกล่าวถึงการต่อสู้คดีความในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่ตนถูกดำเนินคดีนั้นว่า ยอมรับว่าหนักใจ เพราะไม่รู้จะสู้คดีตรงจุดไหน ในฐานะที่เป็นทนายความเก่า และทีมทนายความของสมาคมทนายความ มานั่งไล่เรียงดูข้อความที่ตนเองโพสต์ ก็ไม่ชัดว่ามีจุดไหนเป็นความเท็จ ฝากให้ประชาชนช่วยดูด้วย แต่เมื่อมีการตั้งข้อหามาแล้ว ตนก็พร้อมที่จะสู้คดี โดยไม่คิดเรื่องที่จะฟ้องกลับ สำหรับเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญต้องการให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง การที่จะมาคุมอำนาจต่อไปอีก เป็นเรื่องที่ไม่ควร ทราบข่าวว่าในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนั้น หากพรรคการเมืองใดต้องการเสนอชื่อคนนอกเข้ามาเป็นนายกฯ ไม่ว่าจะ พล.อ. หรือ พล.ท. อะไร ผู้ที่ถูกเสนอชื่อต้องแสดงการตอบรับมา อันนี้รับรองว่าในทางปฏิบัติจริงจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะการร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้ ก็คือกะจะเอาไปเสนอกันในรัฐสภาเลย แสดงถึงเจตนาว่าเป็นการติดหลงในอำนาจ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนที่จะตัดสิน.

ที่มา>>>Thairath

แฉสนั่น เทศกิจจับชายต่างชาติทิ้งขยะนอกพื้นที่ตัวเอง-หยิบเงินไปหลายพัน

 * แฉสนั่น เทศกิจจับชายต่างชาติทิ้งขยะนอกพื้นที่ตัวเอง-หยิบเงินไปหลายพัน *

เทศกิจจับชายต่างชาติ

แฉสนั่น เทศกิจจับชายต่างชาติทิ้งขยะย่านสนามหลวง หยิบเงินจากกระเป๋าอีกฝ่ายหลายพัน ชี้แบบนี้เหมือนปล้นกัน ประชาชนเข้ามาถามก็ไม่ยอมตอบอะไร แล้วขี่รถหนีไป

วานนี้ (15 มีนาคม 2559) คุณ ธุรีดิน แห้งผาด ได้มีการเผยแพร่คลิปการปฏิบัติหน้าที่ของเทศกิจรายหนึ่ง ซึ่งมีพฤติกรรมเหมือนการปล้นชาวต่างชาติ หลังจากพบว่าเทศกิจเขตปทุมวันรายนี้ ได้มาจับปรับชายต่างชาติที่ทิ้งขยะแถวคลอดหลอด สนามหลวง ซึ่งไม่ใช่ท้องที่ของตนเอง โดยหยิบเงินจากกระเป๋าของอีกฝ่ายไปหลายพันบาท

โดยจากคลิป เผยให้เห็นผู้ถ่ายคลิปที่กำลังยื้ดหยุดกระชากเสื้อของเทศกิจรายหนึ่ง

ที่แขนเสื้อเผยให้เห็นว่ามาจากท้องที่เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

คนถ่ายคลิปพยายามถามว่าไปเอาเงินชาวต่างชาติทำไม และพยายามถามชื่อ แต่เทศกิจรายนี้ก็ไม่ยอมตอบอะไร

แถมพยายามสะบัดตัวให้หลุด เดินไปขึ้นรถจักรยานยนต์ของตัวเองหลบหนีไป

ในขณะที่เจ้าของคลิปสามารถกระชากป้ายชื่อของเทศกิจรายดังกล่าวมาได้ ระบุว่าชื่อ นายไพโรจน์ ทินโน พนักงานเทศกิจ ส.1

ทั้งนี้ก็ต้องมาติดตามความคืบหน้ากันต่อไป ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะออกมาชี้แจงเรื่องดังกล่าวอย่างไรบ้าง และเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวเป็นเทศกิจจากท้องที่ปทุมวันจริงหรือไม่อย่างไร

ภาพและข้อมูลจาก คุณ ธุรีดิน แห้งผาด

ศึกบนไฟล์ท! สาวตบกันแหลก เมาเปิดเพลงดังบนเครื่องบิน

ศึกบนไฟล์ท! สาวตบกันแหลก เมาเปิดเพลงดังบนเครื่องบิน

ศึกบนไฟล์ท! สาวตบกันแหลก เมาเปิดเพลงดังบนเครื่องบิน

วิวาทบนฟากฟ้า ผู้โดยสารสาวเปิดฉากตบตีกันอย่างกับในละคร ทนไม่ไหว เมาซุบซิบตลอดทาง เปิดเพลงฟังเสียงดังมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหตุการณ์ตบตีทะเลาะวิวาทบนเครื่องบินสายการบินหนึ่งในสหรัฐอเมริกา กลายเป็นประเด็นที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์ หลังผู้โดยสารสาว 2 คน เปิดเพลงเสียงดังรบกวน ทำให้ผู้โดยสารคนอื่นๆ ทนไม่ไหวและต่อว่ารุนแรง กลายเป็นการกระทบกระทั่งกัน

ตามรายงานระบุว่า ภาพเหตุการณ์กลุ่มผู้โดยสารหญิงทำร้ายกันบนเครื่องบินโดยสารลำหนึ่ง ถูกแชร์ส่งต่ออย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ เหตุนี้เกิดขึ้นบนสายการบินสปิริต แอร์ไลน์ส เที่ยวบินที่ 141 จากเมืองบัลติมอร์ มุ่งหน้าไปนครลอสแองเจลิส เมื่อวันพุธที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา

ผู้โดยสารหญิง 2 คน ที่มีอาการมึนเมาเพราะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไประหว่างโดยสาร พวกเธอพูดคุยซุบซิบกันตลอดทาง กระทั่งเปิดเพลงฟังส่งเสียงดังรบกวนผู้โดยสารคนอื่นๆ ในที่นั่งชั้นประหยัด ทำให้ผู้โดยสารใกล้เคียงตักเตือนและขอให้รักษามารยาทด้วย

เหตุการณ์เริ่มบานปลาย เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มโต้เถียงกันไปมา ท่ามกลางผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่เริ่มให้ความสนใจกับกรณีดังกล่าวมากขึ้น กระทั่งผู้โดยสารหญิงทั้งหมดเปิดฉากตบตีทะเลาะวิวาทกันอย่างชุลมุน แอร์โฮสเตสต้องวิ่งเข้ามาช่วยห้ามปรามและจับทั้งสองฝ่ายแยกจากกัน

อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้โดยสารหญิงทั้ง 2 ฝ่ายถูกควบคุมตัวไปสอบสวนทันที หลังจากที่เครื่องบินเดินทางสนามบินแอลเอเอ็กซ์ แต่มีรายงานว่าทั้งหมดได้ถูกทั้งข้อหาแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ได้ทำการว่ากล่าวตักเตือน ก่อนจะปล่อยตัวไป

นายกฯเตรียมเป็นประธานประชุมACD

นายกรัฐมนตรี เตรียมเป็นประธานประชุม ACD แลกเปลี่ยนมาตรการส่งเสริมความร่วมมือในเอเชีย

นายก,ประธานประชุมACD

ความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วงเช้าวันนี้ จะเดินทางมาเป็นประธานและกล่าวเปิดการประชุมรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue (ACD) Ministerial Meeting) ครั้งที่ 14 ณ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ โดยมี นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และมีผู้แทนระดับสูงจาก 33 ประเทศสมาชิก เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย โดยจะมีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น มาตรการส่งเสริมความร่วมมือ และแก้ไขปัญหา โดยผนวกศักยภาพและจุดเด่นของประเทศต่าง ๆ ในเอเชียเข้าด้วยกัน ตลอดจนส่งเสริมกระบวนการรวมตัวในภูมิภาคและเสริมสร้างความเป็นเอเชียร่วมกัน ทั้งนี้ จะมีการถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ระหว่างเวลา 09.30 น. จนเสร็จสิ้นภารกิจ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของมาตรการด้านรักษาความปลอดภัยภายในงานนั้น มีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั่วทั้งบริเวณพื้นจัดงาน

ทักษิณขึ้นเวทีสหรัฐอัดร่างรธน.ใหม่ไทยไม่ตอบสนองปชช.

อดีตนายกฯไทย ‘ทักษิณ’ บรรยายที่สถาบันนโยบายโลก บอกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไทย ไม่สนองความต้องการประชาชน และความท้าทายในศตวรษที่ 21

กด

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย บรรยายที่งาน “สนทนาเป็นการส่วนตัวกับทักษิณ ชินวัตร” (Thaksin Shinawatra in Private Discussion) ที่ สถาบันนโยบายโลก (World Policy Institute) ณ นครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ  โดยชี้ว่า เศรษฐกิจโลก ศตวรรษที่ 21 ต้องอาศัยการพึ่งพากันในเครือข่ายระดับนานาชาติ และไทยจะตกขบวนเศรษฐกิจ หากรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถูกแทรกแซง จนไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านสเถียรภาพการเมืองได้  ทั้งนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของไทย จะไม่สามารถวางโครงสร้างพื้นฐานในเชิงสถาบัน ที่จะหนุนให้มีการลงทุน การผลิต และความร่วมมือระหว่างไทยกับต่างประเทศได้ เนื่องจาก เปิดช่องให้มีการแทรกแซงอำนาจฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ  โดยอำนาจพิเศษของวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งและฝ่ายตุลาการ

โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นไปได้ยากที่จะได้มาซึ่งรัฐบาลที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน และความท้าทายในศตวรษที่ 21 เนื่องจาก ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ กำหนดให้ วุฒิสภา มีอำนาจมากยิ่งขึ้นในการยับยั้งการออกพระราชบัญญัติต่าง ๆ  ศาลมีขอบเขตอำนาจในการตัดสินคดีที่มากยิ่งขึ้น  ส่วน ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีอำนาจในการไต่สวนและวินิจฉัยคดี เมื่อมีบุคคลใดก็ตาม ได้ดำเนินการร้องเรียน  โดยไม่ได้มีเงื่อนไขที่ว่ากรณีดังกล่าวต้องเป็นข้อพิพาทจริงที่องค์กรทางการเมือง หรือ ศาลอื่นได้ดำเนินการยื่นเรื่องแก่ศาลรัฐธรรมนูญ

สำหรับ ด้านเศรษฐกิจ นั้น นายทักษิณ แนะว่า ในศตวรรษที่ 21 ไทยควรให้ความสำคัญแก่การขยายความร่วมมือ สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในเอเชีย ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความมั่งคั่งให้แก่ประชาชนแบบระหว่างประเทศและระหว่างภูมิภาค จากความเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีการผลิตแบบอุตสาหกรรมไปสู่ “สภาวะปกติใหม่ของโลกปัจจุบัน” จากรูปแบบ “การผลิตสินค้าในประเทศเดียว” สู่ “ระบบเครือข่ายการออกแบบ การสรรหาปัจจัยการผลิต และการผลิตที่มีลักษณะข้ามชาติ” และ อี คอมเมิร์ซ ที่เติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-โอเชียเนีย

นายทักษิณ ได้กล่าวอีกว่า  “ไทยคงหลีกเลี่ยงความท้าทายของโลกในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้  เพราะเศรษฐกิจไทย ถูกเชื่อมเข้ากับเศรษฐกิจโลกอย่างเหนียวแน่น ในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา  ขณะที่ ความสัมพันธ์ระหว่างจีน กับ สหรัฐฯ ที่มักถูกมองแบบเหมารวมว่า เป็นปฏิปักษ์ต่อกันนั้น นายทักษิณ มองว่า การปกครองที่แตกต่างกัน  ซึ่งนำไปสู่นโยบายเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ที่แม้จะเป็นคนละขั้ว แต่เป็นกระบวนการคู่ขนาน เมื่อถึงจุดหนึ่งจะสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมให้แก่ทั้งภูมิภาคเอเชียและโลกตะวันตก

ทั้งนี้ หลังขึ้นบรรยายที่สถาบันนโยบายโลก นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ไปเมื่อวันที่ 9 มีนาคม เวลา 17.00 น. หรือประมาณ 04.00 น. ของวันนี้ (10 มีนาคม) ตามเวลาประเทศไทย แสดงความเห็นต่อรัฐธรรมนูญใหม่ของไทย ที่ชี้ว่าไม่เป็นที่ตอบสนองต่อประชาชนและเศรษฐกิจเรียบร้อยไปแล้วนั้น มีรายงานว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย เดินทางออกจากสถาบันนโยบายโลกผ่านประตูขนของแทน พร้อมกับการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ท่ามกลางเสียงตะโกนขับไล่จาก กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ที่เดินทางมาแสดงท่าทีต่อต้าน ขณะเดียวกัน มีคนกลุ่มคนเสื้อแดงในนิวยอร์ก เดินทางมาให้กำลังใจ นายทักษิณ ด้วย
อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานการปะทะกันของคน 2 กลุ่มดังกล่าว

พระเมธีธรรมาจารย์ นัดเคลื่อนไหวปมแต่งตั้งสังฆราช 7 มี.ค.นี้

พระเมธีธรรมาจารย์พระเมธีธรรมาจารย์พระเมธีธรรมาจารย์

พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เตรียมเคลื่อนไหวแถลงท่าที กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินชี้ขั้นตอนแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชผิดขั้นตอน 7 มีนาคมนี้

จากกรณีที่สำนักผู้ตรวจการแผ่นดิน มีคำวินิจฉัยขั้นตอนแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ของมหาเถรสมาคม นั้นเป็นวิธีการที่ผิดขั้นตอน เนื่องจากต้องให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอชื่อพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดก่อน

ล่าสุด วันนี้ (6 มีนาคม 2559) พระเมธีธรรมาจารย์ หรือ เจ้าคุณประสาร จนฺทสาโร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ศพศ.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก พระเมธีธรรมาจารย์-เจ้าคุณประสาร ว่า ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา จะแถลงท่าทีอย่างเป็นทางการ กรณีคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน และกำหนดการเคลื่อนไหว ในวันจันทร์ที่ 7 มีนาคม 2559 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมศูนย์วัดศรีสุดาราม สี่แยกบางขุนนนท์

 

 

ครม.อนุมัติกฎหมายหักเงินเดือนจ่ายหนี้กยศ.

aHR0cDovL3AxLmlzYW5vb2suY29tL21uLzAvdWQvNzIvMzY0NzY1L21vbjAyMDM1OTIuanBn

ครม.เห็นชอบแก้ไขกฎหมาย กยศ. ให้นายจ้างทั้งส่วนราชการและเอกชน หักเงินเดือนผู้กู้เพื่อชำระหนี้ นำส่งพร้อมกับภาษี ณ ที่จ่ายของสรรพากร

   นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบร่างพ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อบังคับให้องค์กรนายจ้างทุกแห่งทั้งภาครัฐและเอกชน หักเงินลูกจ้าง พนักงานราชการที่เป็นลูกหนี้ กยศ. นำส่งคืนกองทุน กยศ. พร้อมกับเงินหักภาษี ณ ที่จ่ายของกรมสรรพากร เพื่อให้กรมสรรพากรนำส่งกองทุน กยศ.

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวว่า การแก้ไขกฎหมายได้รวมกองทุน กยศ. และกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และเมื่อสรรพากรหักเงินนำส่งคืนให้กยศ.จะทำให้กยศ. มีเงินสำหรับปล่อยกู้ให้กับรุ่นน้องต่อไป โดยร่างกฎหมายใหม่กำหนดให้ยินยอมเปิดเผยข้อมูลและการหักเงินนำส่งคืนเพื่อชำระหนี้ตามสัดส่วนรายได้ที่เหมาะสม ซึ่งขั้นตอนจากนี้จะได้ส่งร่างกฎหมายให้กฤษฎีกาพิจารณาและเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในขั้นต่อไป

ทั้งนี้ ปี 2558 มียอดชำระหนี้คืน 17,000 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายปี 2559 มียอดชำระ 19,000 ล้านบาท กยศ. จึงได้ส่งหนังสือถึงองค์กรนายจ้างทั้งส่วนงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อทยอยลงนามร่วมกับ กยศ. เพื่อหักเงินเดือนจากข้าราชการจำนวน 60,000 คนที่กู้ยืมจาก กยศ.

ภัยแล้ง ชาวสวนมะนาวอ่างทอง ขุดบ่อบาดาลก่อนเจ๊งหนัก-น้ำปิงปากน้ำโพแห้งขอด

ภัยแล้งกระทบเป็นวงกว้าง ชาวสวนมะนาวในอ่างทอง ยอมควักตังค์เจาะบ่อบาดาล สูบน้ำมาใช้ ก่อนต้นแห้งตาย ไม่ต่างจากเกษตรกรเมืองปากน้ำโพ เลิกทำนา หันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สูบน้ำไกลกว่า 2 กิโล ส่วน อ.บรรพตพิสัย หลายครัวเรือนกำลังขาดแคลนน้ำประปา ทาง อบต. ต้องขุดร่องน้ำปิงให้ลึกไปผลิตประปา…

เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 59 จากสถานการณ์ภัยแล้งในหลายพื้นที่ของไทย ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างโดยเฉพาะพื้นที่ทำเกษตร เช่นเดียวกับชาวสวนมะนาวใน จ.อ่างทอง ซึ่งขณะนี้น้ำในคลองชลประทานแห้งขอดคลอง ส่งผลให้ต้นมะนาวที่ปลูกไว้ใบเหลือง ลำต้นเหี่ยวเฉา ผลมะนาวสุกเหลืองก่อนเวลาทั้งที่ยังโตไม่เต็มที่ ผลมะนาวหล่นจากต้นเสียหายเป็นจำนวนมาก ทำให้ชาวสวนมะนาวหาทางออกลงทุนขุดบ่อบาดาล เพื่อนำน้ำมาหล่อเลี้ยงต้นมะนาวที่เหี่ยวเฉา ไม่ให้ยืนต้นตาย

 

ด้าน นายบังอร พรแก้ว อายุ 63 ปี เกษตรกรปลูกมะนาว ในตำบลศาลาแดง อ.เมือง จ.อ่างทอง บอกว่า ปลูกมะนาวจำนวน 100 ต้น มานาน 2 ปี โดยในช่วงนี้มะนาวเริ่มออกผลผลิต หวังนำไปขายส่งตลาดสร้างรายได้ แต่ต้องประสบปัญหาเจอภัยแล้ง ขาดน้ำหล่อเลี้ยงต้นมะนาว ทำให้ผลผลิตเสียหาย ผลมะนาวหลุดจากขั้วตกหล่นจากต้นก่อนการเก็บเกี่ยว ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก

 

ส่วนใบเหลืองร่วงหล่น และต้นมะนาวเหี่ยวเฉาเพราะขาดน้ำ จึงจำเป็นต้องจ้างช่างมาขุดเจาะบ่อบาดาล เพื่อสูบน้ำหล่อเลี้ยงต้นมะนาว โดยลงทุนไปร่วมสามหมื่นบาท ในการขุดเจาะบ่อบาดาล ดีกว่าปล่อยให้มะนาวที่ลงทุนปลูกมา 2 ปี ต้องยืนต้นตาย และเมื่อมีน้ำบาดาลมาหล่อเลี้ยงก็ยังมีความหวังในการเก็บเกี่ยวผลผลิต นำไปขายตลาดเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวต่อไป

 

เกษตกรเมืองปากน้ำโพ เลิกทำนา มาปลูกข้าวโพดแทน

ส่วนที่ จ.นครสวรรค์ เผชิญภัยแล้งไม่แตกต่างกัน โดยเกษตรกรในพื้นที่ หมู่ 1 ต.หนองยาว อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ต้องสูบน้ำจากแหล่งน้ำระยะทางไกลกว่า 2 กิโลเมตร เพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทนการทำนา หลังในพื้นที่ประสบกับปัญหาภัยแล้ง แหล่งน้ำในคลองสาธารณะไม่เพียงพอ

 

นายสมจิตร ว่องวิการ เกษตรกรในพื้นที่บอกว่า พื้นที่แห่งนี้อยู่นอกเขตชลประทาน ซึ่งต้องสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำวัดศรีอุทุมพร ต.หนองกรด อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ที่เหลือก้นอ่างลงคลองสาธารณะมายังในพื้นที่ พร้อมเปลี่ยนจากที่เคยทำนาจำนวน 36 ไร่ มาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จำนวน 2 ไร่ แทน เพราะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ใช้น้ำน้อย ต้นทุนน้อยกว่าทำนา และเพื่อให้เพียงพอกับน้ำที่เหลืออยู่ด้วย ซึ่งคาดว่าอีกประมาณ 20-30 วัน จะสามารถสูบน้ำขึ้นมาทำการเกษตรได้ โดยขณะนี้เกษตรกรในพื้นที่ได้เลิกทำการเกษตรเกือบทุกชนิดกันแล้ว เนื่องจากไม่กล้าเสี่ยงกับภัยแล้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้

 

 

หาทางออกรับมือแล้ง ขุดร่องแม่น้ำปิง ทำประปาหมู่บ้าน

ขณะที่องค์การบริหารส่วนตำบลหูกวาง อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ร่วมกับกรมเจ้าท่าจังหวัดนครสวรรค์ นำรถแบ็กโฮ จำนวน 2 คัน ทำการขุดร่องแม่น้ำปิง ในพื้นที่ หมู่ที่ 2 เป็นระยะทางยาวกว่า 2 กิโลเมตร เพื่อทำการส่งน้ำเข้าไปยังโรงผลิตประปาในหมู่บ้าน หลังแม่น้ำปิงในพื้นที่แห้งขอด จนไม่สามารถสูบน้ำขึ้นมาทำการประปาให้กับชาวบ้านได้ เนื่องจากในพื้นที่ประสบกับปัญหาภัยแล้ง ชาวบ้านในพื้นที่ หมู่ที่ 1 และ หมู่ที่ 2 รวมกว่า 1,500 ครัวเรือน เริ่มได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำประปาไว้ใช้อุปโภคบริโภค โดยมีการขุดร่องแม่น้ำปิงให้ลึก 3 เมตร กว้าง 30 เมตร ยาว 2 กิโลเมตร เพื่อส่งน้ำไปผลิตทำการประปา คาดไม่เกิน 2 สัปดาห์ ชาวบ้านในพื้นที่จะสามารถใช้น้ำประปาได้ครบทุกครัวเรือน.

 

ลูกชายฆ่าแม่! เสพยามากจนหลอน ฟันคอสยองคาชามข้าว

อดีตลูกเรือประสาทหลอน เพราะเสพยาเสพติดมาก ทำงานไม่ได้ออกมาอยู่บ้านกับแม่ เอามีดขอมานั่งลับ ส่วนแม่นั่งกินข้าวกับไข่ต้ม อิ่มแล้วยกขวดน้ำขึ้นดื่ม ถูกลูกชายเดินมาฟันเข้าที่คอ ดับสยองคาชามข้าว…

เหตุลูกชายประสาทหลอน ฟันคอแม่ดับคาชามข้าวครั้งนี้ เปิดเผยขึ้นเมื่อตอนสายวันที่ 19 ก.พ. 59 พ.ต.ต.สากล คำยิ่งยง พงส. สภ.เพ อ.เมืองระยอง ได้รับแจ้งจากหน่วยกู้ภัยสว่างพรกุศล จุดกระเฉด ว่ามีลูกใช้มีดขอฟันคอแม่ตาย เหตุเกิดที่บ้านในชุมชนปากคลองท่าเรือแกลง หมู่ 6 ต.แกลง อ.เมืองระยอง ขอให้ไปชันสูตรพลิกศพด้วย

ที่เกิเดเหตุพบศพ นางจันทร์ อายุ 69 ปี เจ้าของบ้าน นอนเสียชีวิตจมกองเลือดอยู่ข้างโอ่งน้ำภายในบ้าน บริเวณคอด้านขวาถูกฟันด้วยของมีคมเป็นแผลฉกรรจ์ ข้างศพพบชามข้าว และขวดน้ำดื่มวางอยู่

ส่วนคนร้ายที่ก่อเหตุ อายุ 41 ปี เป็นลูกชายของจันทร์ ผู้ตายนั่นเอง และถูกญาติๆ กับหน่วยกู้ภัยสว่างพรกุศล และชาวบ้านช่วยกันจับตัวได้ ขณะกำลังหลบหลบหนีพร้อมของกลางมีดขอยาว 90 ซม. เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าควบคุมตัวไปดำเนินคดี

จากการสอบสวนลูกสาวของ นางจันทร์ ผู้ตายทราบว่า ก่อนเกิดเหตุตนและนางจันทร์ ผู้เป็นแม่ นั่งกินข้าวอยู่ในบ้าน ขณะนั้นเห็นน้องชายนั่งเหลาไม้ทำด้ามมีด และลับมีดขออยู่หน้าบ้าน โดยไม่คาดคิดว่าน้องชายจะก่อเหตุร้าย หลังจากกินข้าวอิ่มได้ลุกเดินเข้าไปในห้องนั่งดูทีวี ส่วนแม่ยังนั่งกินข้าวกับไข่ต้มอยู่คนเดียว และจังหวะแม่กำลังยกขวดน้ำขึ้นดื่ม น้องชายได้เดินเข้ามาทางด้านหลังใช้มีดขอฟันเข้าที่คอด้านขวา จนล้มฟุบนอนกองกับพื้นบ้าน ตนได้ยินเสียงจึงออกมาดู พบแม่นอนจมกองเลือด ส่วนน้องชายกำลังเดินออกจากบ้าน จึงได้ร้องให้คนช่วยกันล้อมจับตัวเอาไว้ได้

สำหรับผู้ต้องหาฆ่าแม่ตัวเองรายนี้  มีอาชีพเป็นลูกเรือประมงเรือไดหมึก แต่ระยะหลังไม่ได้ทำงาน เพราะมีอาการประสาทหลอน เนื่องจากเสพยาเสพติดมาก ก่อนหน้านี้ประมาณ 1 เดือนก็เคยจุดไฟจะเผาบ้าน แต่ยังดีที่มีคนมาเห็นช่วยดับไฟไว้ได้ นอกจากนั้น ยังชอบทุบทำลายข้าวของ พังบ้านตัวเองด้วย.

สาวเล่นมือถืออยู่ในห้องเพลิน ไม่รู้โจรปล้นบ้าน รับ โชคดีที่เป็นแบบนี้

 * สาวเล่นมือถืออยู่ในห้องเพลิน ไม่รู้โจรปล้นบ้าน รับ โชคดีที่เป็นแบบนี้ *

เล่นมือถือ โจรปล้น

สาวเล่นมือถืออยู่ในห้องเพลิน ไม่รู้โจรปล้นบ้าน ฉกทรัพย์สินเกือบ 1 แสนบาท ด้านเจ้าตัวรับโชคดี เพราะถ้าออกมาไม่รู้จะโดนข่มขืนหรือไม่

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองชลบุรี ได้รับแจ้งว่า ที่บ้านหลังหนึ่งใน หมู่ 9 ต.นาป่า อ.เมือง จ.ชลบุรี มีโจรขึ้นบ้าน จึงเข้าไปตรวจสอบ พบว่าเจ้าของบ้านคือนางยุพาพรรณ กุมพงษ์พันธ์ วัย 30 ปี ภายในบ้านมีโทรทัศน์ 50 นิ้ว ซัมซุง ราคา 25,000 บาท, นาฬิกาไซโก้ ราคา 25,000 บาท, พระเครื่องประมาณ 20 องค์, เสด็จพ่อ ร.5 ทรงม้า 1 องค์ ได้หายไป

อ่านเพิ่มเติม สาวเล่นมือถืออยู่ในห้องเพลิน ไม่รู้โจรปล้นบ้าน รับ โชคดีที่เป็นแบบนี้