น.1 เผยศพคลองโอ่งอ่าง ไม่ได้เกิดจากฆาตกรรม

น.1 เผยศพคลองโอ่งอ่าง ไม่ได้เกิดจากฆาตกรรม

น.1 เผยศพคลองโอ่งอ่าง ไม่ได้เกิดจากฆาตกรรม

(5 เม.ย.) พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ประชุมร่วมกับชุดสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีศพชายนิรนามที่พบในคลองโองอ่าง เป็นครั้งที่ 2 ว่า หลังได้มอบหมายให้แต่ละหน่วยงาน ไปดำเนินการหาข้อมูลต่าง ๆ อาทิ จุดทิ้งศพ ภาพวงจรปิดในเวลานี้ ยังอยู่ระหว่างการเชื่อมโยงข้อมูล ความชัดเจน ขณะที่ผลชันสูตรอย่างเป็นทางการจากสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ยังมาไม่ถึงมือคณะพนักงานสอบสวน

แต่เบื้องต้นสามารถยืนยันได้ว่า การตายของศพดังกล่าวไม่ได้มาจากการฆาตกรรม แต่เป็นเพราะถุงที่บรรจุยาเสพติดที่อยู่ในกระเพาะอาหารเกิดฉีกขาด ส่วนการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ได้มีการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำลายนิ้วมือแฝงไปตรวจสอบกับฐานข้อมูล

พร้อมกันนี้ ยังประสานกับกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการยาเสพติด ที่ผู้ตายน่าจะเข้าไปเกี่ยวข้องอีกด้วย

ภายหลังการประชุมร่วมกับชุดสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดี มีความคืบหน้าไปพอสมควร และสามารถตีวงได้แคบลง พร้อมระบุได้ว่าผู้ตายน่าจะเป็นชาวเอเชียกลาง และทราบสัญชาติของผู้ตายได้แล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผย เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ขณะที่การตรวจสอบผู้ที่มีความเกี่ยวข้องขบวนการนี้ ตำรวจยังอยู่ระหว่างหาจุดที่ศพถูกนำมาทิ้งลงคลอง โดยมีการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในทุกจุดแล้ว แต่ยังไม่พบความเชื่อมโยง ซึ่งตำรวจต้องเร่งทำงานแข่งกับเวลาเพื่อคลี่คลายคดีนี้พร้อมคาดหวังว่าผู้ก่อเหตุหรือผู้ร่วมขบวนการน่าจะยังอยู่ในประเทศไทย

ด้าน พลตำรวจตรี สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่าในการตีกรอบหาจุดทิ้งศพ ตำรวจได้มีการวางขอบเขตไว้ในระยะ 1 กิโลเมตร จากจุดพบศพ ส่วนที่พักของผู้ตายตำรวจมีการกำหนดจุดในการค้นหาแล้วโดยเน้นพื้นที่ที่ใกล้กับจุดเกิดเหตุแล้ว ขณะที่ผู้ที่นำศพมาทิ้งนั่นคาดว่าจะมีมากกว่า 2 คน

แม่พาหนี-แจ้งตร. ทนไม่ไหวหลังลูกวัย13ถูกพ่อเลี้ยงข่มขืน แถมบังคับให้เสพยาบ้า

แม่พาหนี-แจ้งตร. ทนไม่ไหวหลังลูกวัย13ถูกพ่อเลี้ยงข่มขืน แถมบังคับให้เสพยาบ้า

แม่พาหนี-แจ้งตร. ทนไม่ไหวหลังลูกวัย13ถูกพ่อเลี้ยงข่มขืน แถมบังคับให้เสพยาบ้า

เวลา 09.00 น. วันที่ 5 เมษายน นายรณภพ เวียงสิมมา นายอำเภอจอมบึง จ.ราชบุรี และนายวินัย จันทนะโสตถิ์ กำนัน ต.ด่านทับตะโก และเป็นประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน จ.ราชบุรี สอบปากคำนางหญิง อายุ 42 ปี และเด็กหญิง อายุ 13 ปี ทั้งสองเป็นแม่ลูกกัน ได้เข้าร้องเรียนกับชุดเฉพาะกิจป้องกันและปราบปรามของ อ.จอมบึง ว่าลูกสาวอายุ 13 ปี ถูกนายคงศักดิ์ อายุ 46 ปี ชาว จ.ราชบุรี ข่มขืนกระทำชำเราและยังบังคับให้เสพยาเสพติด

เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจจึงได้ไปติดตามตัวนายคงศักดิ์ พร้อมตรวจค้นพบว่านายคงศักดิ์ มียาบ้าไว้ในครอบครองจำนวน 20 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงได้ยึดไว้และควบคุมมาสอบสวนดำเนินคดีในข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครอง พร้อมกับส่งตัวเด็กหญิงคนดังกล่าวไปตรวจร่างกายเพื่อหาร่องรอยของการข่มขืนที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึง

นายรณภพ เวียงสิมมา นายอำเภอจอมบึง กล่าวว่า หลังชุดเฉพาะกิจฯได้รับเรื่องร้องเรียน ก็ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.จอมบึง ไปติดตามจับกุมตัวนายคงศักดิ์ได้ที่บ้าน และตรวจค้นยังพบยาบ้าจำนวน 20 เม็ด

ส่วนคดีข่มขืนลูกเลี้ยงนั้น แม่ของเด็กให้การว่า ตนทำงานและปล่อยให้ลูกสาวอยู่กับพ่อเลี้ยง และญาติๆ ของพ่อเลี้ยงที่บ้าน ต่อมาเห็นลูกสาวมีอาการซึมเศร้าจึงได้สอบถามลูกสาว และรู้ความจริงว่าถูกพ่อเลี้ยงข่มขืนมาหลายครั้งแล้ว และยังบังคับให้เสพยาบ้าอีก จึงได้พาลูกหนีออกมาจากบ้าน

แต่นายคงศักดิ์ยังพยายามที่จะตามหา และส่งข้อความมาข่มขู่ว่าถ้าไม่ส่งลูกสาวกลับไปให้ ถ้าพบที่ไหนมาจะทำร้าย นอกจากนี้ยังส่งข้อความมาด่าอย่างหยาบคาย จนตนเองนั้นทนไม่ไหวจึงได้พาลูกมาร้องเรียนกับชุดเฉพาะกิจ เพื่อให้ช่วยเหลือเพราะเกรงว่าตนกับลูกสาวนั้นจะไม่ปลอดภัย

จากนั้นจึงเข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.จรินทร์ เที่ยงธรรม ร้อยเวร สภ.จอมบึง จ.ราชบุรี เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายคงศักดิ์ พ่อเลี้ยงในข้อหาข่มขืนกระทำชำเรากับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และบังคับขืนใจให้เสพยาเสพติด

ส่วนทางอำเภอจอมบึงก็จะได้ประสานไปยังนักจิตวิทยามาช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจของเด็ก ขณะที่ทางพนักงานสอบสวนได้รอผลการตรวจร่างกายของเด็กจากทางโรงพยาบาลเพื่อความชัดเจนต่อไป

ปนัดดานัดเจรจาลูกแม่ประนอม-ทนาย คาดยุติขัดแย้งได้

ปนัดดานัดเจรจาลูกแม่ประนอม-ทนาย คาดยุติขัดแย้งได้

ปนัดดานัดเจรจาลูกแม่ประนอม-ทนาย คาดยุติขัดแย้งได้

ทนายลูกคนโตแม่ประนอม เผย วันนี้ ‘ม.ล.ปนัดดา’ นัดเจรจาแม่ลูก ที่วังวรดิศ เวลา 16.00 น. เชื่อมีทางยุติขัดแย้งได้

นายทวิชา หวังโภคา ทนายความของ นางศิริพร แดงสุภา ลูกสาวคนโตของ นางประนอม แดงสุภาผู้ก่อตั้งน้ำพริกแม่ประนอม เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ในวันนี้ (5 เม.ย.) ทาง ม.ล.ปนัดดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เชิญนางประนอม และลูกสาวคนโต คือ นางศิริพร มาพูดคุยเจรจาหาทางยุติความขัดแย้ง เรื่องทรัพย์สมบัติและบริษัท ที่เป็นปัญหากันอยู่ โดยนัดหมายในเวลา 16.00 น. ที่วังวรดิศ ย่านสะพานขาว

ซึ่งคาดว่าการเจรจาพูดคุยครั้งนี้ ทางฝ่ายนางศิริพรในฐานะลูกสาว ต้องการพูดคุยกับมารดาโดยตรง โดยไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย ซึ่งนางประนอมเองยังถือว่าเป็นผู้จัดการมรดกของตระกูล จึงมีสิทธิ์ในการตัดสินใจหรือดูแลมรดกที่มีอยู่ได้เต็มตัว โดยคาดว่าในวันนี้ จะมีทางออกที่ดีสำหรับทั้งสองฝ่าย เนื่องจากที่ผ่านมาก็เคยเจรจาหาทางออกกันจนได้ข้อยุติมาแล้วครั้งหนึ่ง

สำหรับการเจรจาครั้งนี้ ตนเองในฐานะทนายความจะไม่เดินทางไปร่วมเจรจาด้วย เนื่องจากอยากให้ทางครอบครัวได้พูดคุยกันเป็นการส่วนตัวมากกว่า

ปส.จับเครือข่ายค้าเสพติดยึดยาบ้า6.4แสนเม็ด

ปส.จับเครือข่ายค้าเสพติดยึดยาบ้า6.4แสนเม็ด

ปส.จับเครือข่ายค้าเสพติดยึดยาบ้า6.4แสนเม็ด

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลง จับเครือข่ายค้ายาเสพติด 5 ราย ยึดยาบ้า 6.4 แสนเม็ด – รวบนักค้ายาเสพติดขณะส่งมอบเงินสนามบินดอนเมืองพลตำรวจเอก พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาในคดียาเสพติด
สามารถจับกุม นายกิตติศักดิ์ แก้วนา อายุ 41 ปี ชาว จ.สกลนคร กับพวกรวม 5 คน พร้อมของกลางยาบ้ากว่า
640,000 เม็ดและ เฮโรอีน 720 กรัม โดยสามารถติดตามจับกุมตัวได้ที่ปั๊มน้ำมันถนนมิตรภาพ อำเภอสูงเนิน
จังหวัดนครราชสีมา หลังจากก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่สืบทราบว่าจะมีกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดได้ลำเลียงยาเสพติด มาจาก
จังหวัดนครพนม โดยใช้รถกระบะ 3 คันจึงทำการสืบสวนติดตามพฤติกรรมและพบความเคลื่อนไหวของรถทั้ง
สามคัน จึงติดตามมาจากพื้นที่จังหวัดนครพนม สกลนคร และอุดรธานี มุ่งหน้าจังหวัดนครราชสีมา และไปจอดใน
ปั๊มน้ำมันที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเพื่อขอตรวจค้น พบยาบ้า และเฮโรอีน ของกลางซุกซ่อนไว้ใต้พื้นรถกระบะ พร้อมกันนี้ได้ขยายผลติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาอีกรายได้ที่บริเวณใต้สะพานกลับรถถนนมิตรภาพฝั่งขาเข้าจังหวัดนครราชสีมา

รองโฆษกตร.ไม่ก้าวล่วงคดีทายาทกระทิงแดง

รองโฆษกตร.ไม่ก้าวล่วงคดีทายาทกระทิงแดง

รองโฆษกตร.ไม่ก้าวล่วงคดีทายาทกระทิงแดง

พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปัด ตอบคดีทายาทกระทิงแดงอีก ชี้ ทุกอย่างเป็นกระบวนการไม่ก้าวล่วงพล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินคดีกับ นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส อายุ 31 ปี ทายาทเจ้าของเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง ขับรถชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ อายุ 47 ปี ผู้บังคับหมู่งานป้องกันและปราบปราม สถานีตำรวจนครบาล (สน.) ทองหล่อ เสียชีวิต เหตุเกิดปี 2555 ว่า สำหรับการดำเนินคดีกับ นายวรยุทธ ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ก็ต้องฟ้องไปตามกระบวนการยุติธรรม ยันยืนจะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

สำหรับกรณีที่ ภรรยานอกสมรสของ ด.ต.วิเชียร ออกมาระบุว่า ไม่เคยได้รับเงินเยียวยาจากคู่กรณีเรื่องนี้นั้น พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่อยู่ในสำนวน เรื่องดังกล่าวเป็นกระบวนการของศาล ซึ่งก็ต้องว่าไปตามกระบวนการ ส่วนทางคดีแพ่งก็ต้องดำเนินไป ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำคู่ขนานกับคดีอาญาอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลกฎหมายไทยครอบคลุมทุกมิติ เชื่อว่าพนักงานสอบสวนมีขั้นตอนในการดำเนินอยู่แล้วไม่ขอไปก้าวล่วงการทำคดี

ตร.จับลูกทรพี เมาข่มขืนแม่แท้ๆ แถมขู่ฆ่าถ้าแจ้งความ ยังปากแข็งปฎิเสธ

ตร.จับลูกทรพี เมาข่มขืนแม่แท้ๆ แถมขู่ฆ่าถ้าแจ้งความ ยังปากแข็งปฎิเสธ

ตร.จับลูกทรพี เมาข่มขืนแม่แท้ๆ แถมขู่ฆ่าถ้าแจ้งความ ยังปากแข็งปฎิเสธ

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ร.ต.อ.มนตรี สงคง ร้อยเวร สภ.ห้วยยอด จ.ตรัง จับกุม นายเล็ก (นามสมมติ) อายุ 46 ปี ชาว อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ผู้ต้องหาข่มขืน นางเอียด (นามสมมติ) อายุ 62 ปี มารดาแท้ๆของตัว ซึ่งอยู่บ้านเดียวกัน สอบสวนนายเล็ก ยังไม่ยอมรับสารภาพอ้างว่าเมื่อคืนวันที่ 30 มีนาคม ได้ออกไปดื่มสุราและกลับเข้าบ้านเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. โดยได้กลับมาทานข้าวที่มารดาได้ทำไว้ให้จนอิ่มแล้วออกไปดื่มสุราต่อ กระทั่งกลับเข้าบ้านตอนดึกและรุ่งเช้าได้ออกไปเดินเล่นนอกบ้านโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบว่า เมื่อเวลาประมาณ 04.00 น. วันที่ 31 มีนาคม ผู้ต้องหาได้กลับเข้าบ้านด้วยอาการมึนเมาสุราและได้ทำการข่มขืนมารดา ซึ่งนอนหลับอยู่ในห้องนอนจนสำเร็จความใคร่ พร้อมขู่จะฆ่าให้ตายหากนำเรื่องนี้ไปบอกกับเพื่อนบ้าน

จนกระทั่งมารดาจึงเข้าแจ้งความกับตำรวจสภ.ห้วยยอดเพื่อให้ดำเนินคดีกับลูกชายในไส้อย่างถึงที่สุด ซึ่งปกติแล้วบ้านที่เกิดเหตุจะมีเพียงผู้เสียหายกับผู้ต้องหาอยู่กันเพียง 2 คน พบพฤติกรรมของผู้ต้องหานั้นชอบเข้าฟิตเนตเพื่อมองหญิงสาวหน้าตาดีรูปร่างดีแล้วแอบถ่ายภาพนำมาโพสต์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว เคยมีภรรยาแล้วหลายคนแต่ไม่มีผู้หญิงคนไหนอยู่ด้วยกันได้

ร.ต.อ มนตรี กล่าวว่า ได้จับกุมตัวผู้ต้องหาได้ที่บ้านที่เกิดเหตุ แต่ผู้ต้องหายังไม่ยอมรับสารภาพ ขณะที่มารดาแจ้งว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเนื่องจากมีการข่มขู่มารดาและตำรวจได้คัดค้านการประกันตัว

พ.ต.อ.สิทธินันท์ สังฆพันธ์ ผกก.สภ.ห้วยยอด กล่าวว่า ประวัตินายเล็ก เคยถูกจับกุมในข้อหาทำร้ายร่างกายและลักทรัพย์ต้องขังในเรือนจำ พึ่งพ้นโทษเมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา โดยไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง จนกระทั่งเมาสุราแล้วมาก่อเหตุดังกล่าวขึ้น และวันที่ 1 เมษายน จะนำตัวผู้ต้องหาไปตรวจสภาพจิตและหาสารเสพติดอย่างละเอียดอีกครั้งที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาเพราะเกรงความไม่ปลอดภัยของผู้เสียหาย

จองสลากฯ ฮาร์ดคอร์ ติดป้ายคิวหน้าตู้เอทีเอ็ม ขู่ดึงออกแจ้งจับ

จองสลากฯ ฮาร์ดคอร์ ติดป้ายคิวหน้าตู้เอทีเอ็ม ขู่ดึงออกแจ้งจับ

จองสลากฯ ฮาร์ดคอร์ ติดป้ายคิวหน้าตู้เอทีเอ็ม ขู่ดึงออกแจ้งจับ

ผู้จองสลากกินแบ่งฯ แข่งขันกันดุเดือด ติดป้ายคิวจองหน้าตู้เอทีเอ็ม พร้อมเขียนคำท้าท้ายว่า “ถ้ามีใครดึงป้ายออก จะแจ้งตำรวจจับ” ขู่มีกล้องวงจรปิดจับภาพเอาไว้อยู่

(1 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดพิจิตรรายงานว่า บรรยากาศของการจับจองสลากกินแบ่งรัฐบาลยังคงมีปัญหาต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าในวันนี้จะเป็นวันออกสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 เมษายน 2559 ยังไม่มีการออกจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลในฉบับถัดไป แต่ที่ตู้เอทีเอ็มกรุงไทย หน้าโรงเรียนอนุบาลพิจิตร เขตเทศบาลเมืองพิจิตร

จากการตรวจสอบพบป้ายไวนิลขนาด 50×50 เซนติเมตร แขวนเอาไว้ข้างตู้เอทีเอ็มกรุงไทย มีการเขียนลายมือชื่อเล่น จองคิวซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ระบุชื่อประมาณ 10 คิว พร้อมกับข้อความว่า “ใครดึงป้ายกูออก กูจะแจ้งตำรวจจัจ ที่นี่มีกล้องวงจรปิด” ทำให้ป้ายดังกล่าวสร้างความแปลกใจแก่ผู้คนที่เข้าไปใช้บริการตู้เอทีเอ็มดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับการจองเลขสลากกินแบ่งรัฐบาล ส่วนใหญ่จะมีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่จองสลากฯ มาเข้าคิวในการจองผ่านตู้เอทีเอ็ม จากการตรวจสอบของผู้สื่อข่าวพบว่า ตู้เอทีเอ็มกรุงไทยหลายแห่ง ที่ไม่ได้อยู่หน้าธนาคาร จะมีการติดป้ายจองคิวลักษณะนี้อยู่หลายจุด ซึ่งเริ่มทำกันเป็นประจำแบบงวดต่องวด

ศาลยกฟ้อง “ศักดิ์ ชัยกาย” ปลอมเอกสารถอนเงิน 158 ล้าน

ศาลยกฟ้อง "ศักดิ์ ชัยกาย" ปลอมเอกสารถอนเงิน 158 ล้าน

ศาลยกฟ้อง “ศักดิ์ ชัยกาย” ปลอมเอกสารถอนเงิน 158 ล้าน

ศาลอาญา ยกฟ้อง “ศักดิ์ชัย กาย” ฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิ์ปลอม กรณีเบิกถอนเงิน 158 ล้านบาท

ศาลอาญารัชดา อ่านคำพิพากษาในคดีที่ พล.ต.ต.เพ็ชร์ ณ ป้อมเพ็ชร์ โดย น.ส.นพมาศ ณ ป้อมเพ็ชร์ ฐานะผู้อนุบาล เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายศักดิ์ชัย กาย บรรณาธิการนิตยสารชื่อดัง เป็นจำเลย ในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ์ และใช้เอกสารสิทธิ์ปลอม รวมเป็นเงินกว่า 158 ล้านบาท

จากกรณีเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2543 จำเลยได้ปลอมใบถอนเงิน ธ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีลายมือชื่อของโจทก์ แล้วนำไปถอนเงินจำนวนทั้งสิ้น 158,330,000 บาท ในรูปของแคชเชียร์เช็ค และนำไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย

ศาลพิเคราะห์ แล้วเห็นว่า ทางนำสืบโจทก์ยังไม่พอฟังได้ว่า เป็นใบถอนเงินปลอม และที่ น.ส.นพมาศ เบิกความว่า ในช่วงขณะเกิดเหตุจำเลยได้ดูแลโจทก์ซึ่งป่วยมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ พยานหลักฐานดังกล่าวไม่อาจบ่งชี้ได้ว่า โจทก์ป่วยถึงขั้นไม่ยินยอมให้ผู้อื่นกรอกข้อความในใบถอนเงินและเช็คตามฟ้องอย่างไร คดีจึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานปลอม และใช้เอกสารปลอม และคดีขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง

จบแล้ว! ‘บิ๊กตู่’ขอสร้างประวัติศาสตร์! ไม่ง้อจีน ลงทุนรถไฟความเร็วสูงเองทั้งหมด

จบแล้ว! ‘บิ๊กตู่'ขอสร้างประวัติศาสตร์! ไม่ง้อจีน ลงทุนรถไฟความเร็วสูงเองทั้งหมด

จบแล้ว! ‘บิ๊กตู่’ขอสร้างประวัติศาสตร์! ไม่ง้อจีน ลงทุนรถไฟความเร็วสูงเองทั้งหมด

นายกฯ เผยหารือทวิภาคีนายกฯ จีน ได้ข้อยุติรถไฟความเร็วสูงแล้ว ยันไทยจะลงทุนเองทั้งหมดตามศักยภาพที่มี โดยจ้างจีนให้มาสร้างรถไฟให้กับไทย เริ่ม ก.ค.นี้

วันนี้ (23 มี.ค.)ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการพบหารือทวิภาคีกับนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า นอกเหนือจากเรื่องการประชุมกรอบความร่วมมือผู้นำแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 1 แล้ว ยังได้มีการพูดคุยในหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นการสร้างรถไฟความเร็วสูง

ที่วันนี้ได้ข้อยุติในหลักการแล้วว่าไทยจะลงทุนดำเนินการเองทุกขั้นตอน แต่จะจ้างจีนให้มาสร้างรถไฟให้กับไทยแทน โดยไม่มีการให้สัมปทานหรือร่วมทุนใดกับประเทศจีน เนื่องจากไทยได้พิจารณาแล้วว่ามีศักยภาพที่สามารถสร้างรถไฟความเร็วสูงในระยะทาง 250 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ-นครราชสีมาได้

ทั้งนี้ ไม่ต้องการนำเรื่องของความเร็วไปเปรียบเทียบกับประเทศใด หรือไม่ได้คิดว่าการสร้างรถไฟดังกล่าวจะต้องไปเชื่อมโยงกับประเทศใดบ้าง แต่ต้องการให้รถไฟความเร็วสูงบริการประชาชนให้สามารถเดินทางได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นความตั้งใจของที่ต้องการสร้างประวัติศาสตร์การกำเนิดของรถไฟความเร็วสูงให้แก่ประเทศไทย โดยเริ่มต้นจากเส้นทางสายอีสานก่อนที่ในอนาคตจะขยายเส้นทางไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ภายในประเทศ ทั้งเหนือและใต้ ซึ่งวันนี้ถึงเวลาที่ไทยจะต้องริเริ่มสร้างรถไฟความเร็วสูงแล้ว ไม่เช่นนั้นจะตามประเทศอื่นไม่ทัน

และมั่นใจว่าหากตนไม่ดำเนินการในช่วงเวลานี้ รถไฟความเร็วสูงก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีกอย่างแน่นอน พร้อมทั้งขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าตนดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบ และไม่ให้ประเทศไทยเสียประโยชน์ รวมทั้งตนไม่ได้มีผลประโยชน์จากเรื่องนี้แต่อย่างใด

“ขอให้ไว้ใจผม ก็ไว้ใจมา 2 ปีแล้ว ยืนยันไม่มีผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น เชื่อมั่นผมได้ โดยตามกติกาในเดือนกรกฎาคมนี้จะสามารถดำเนินการได้ แต่จะต้องดูในรายละเอียดราคาเงินกู้อีกเล็กน้อย เพราะเรื่องของเส้นทาง ไทยได้ทำการศึกษามาแล้ว แต่ที่ผ่านมาเสียเวลาจากทางการจีนในเรื่องของราคาที่มันต่างกันอยู่ แต่อยากให้ดูด้วยเหตุด้วยผลและข้อจำกัดของแต่ละประเทศ

ซึ่งจีนไม่สามารถจะร่วมทุนกับไทยได้ เพราะที่ผ่านมาก็ไม่เคยทำมีแต่การทำเป็นสัมปทานอย่างเดียว ซึ่งที่ผ่านมาจีนไม่เคยได้ร่วมสร้างรถไฟกับประเทศใด เคยแต่ทำสัมปทาน และหากจะให้เรายกสัมปทานให้จีน เราทำไม่ได้

ซึ่งวันนี้ได้ข้อยุติแล้ว ก็ขอให้ทุกฝ่ายจบเรื่องนี้ได้ และอย่านำประเด็นเรื่องของราคามาสร้างความขัดแย้ง เพราะหากไทยมัวแต่ขัดแย้งกันและไม่ทำอะไรสักอย่าง ในวันนี้ประเทศก็เดินหน้าต่อไปไม่ได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

สปท.พิจารณาปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์

สปท.พิจารณาปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์

สปท.พิจารณาปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พิจารณาปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรม เร่งพัฒนากลไกขับเคลื่อน ยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. เปิดการประชุมแล้ว โดยมี ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ทำหน้าที่ประธานการประชุม ล่าสุด เข้าสู่การพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรม (Creative and Cultural Economy) ทั้งนี้ นายสถิต ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ ชี้แจงแผนการปฏิรูปว่า เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรม คือ การพัฒนาระบบเศรษฐกิจโดยใช้องค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ทรัพย์สินทางปัญญาที่เชื่อมโยงกับพื้นฐาน
ทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ในการผลิตสินค้า บริการในรูปแบบใหม่ ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หรือคุณค่าทางสังไทย ดังนั้นการปฏิรูปต้องประกอบด้วย การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านความคิดสร้างสรรค์ การสร้างระบบนิเวศ การกำหนดมาตรการสนับสนุน และการพัฒนากลไกในการขับเคลื่อน ที่จะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดการพัฒนารูปแบบใหม่ที่จะช่วยยกระดับความสามารถทางวัฒนธรรมของผู้ประกอบการ และสนับสนุนการวางแผน ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน